JAT Japanese Language School : โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท (JAT) :: มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ
 
New Company Here - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Better Jobs Better Company
 
Company Name *
First Name
Last Name
Department
E-mail *
Company Url http://
Address 1 *
Address 2
Road
City
State Province
Postal Code
Country
Phone Number
Fax Number
Company Description
Employee Total
User ID * Least 8 char
Password * Least 8 char
   
 
คอร์สไปเรียนญี่ปุ่น 2สัปดาห์ ช่วงปิดเทอมเดือนมี.ค51 ณ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น Ehle (เมืองโอซาก้า)
ช่วงเดือน มีนาคม 2551 นี้ค่ะ (รับจำนวนจำกัดนะคะ)

วันที่ วัน เวลา เนื้อหา
1 วันที่3/23 อา. A.M. เดินทางออกจากเมืองไทย
      P.M. ถึงสนามบินKansai ไปถึงหอพัก
2 วันที่3/24 จ. A.M. พิธีเข้าเรียน,สอบวัดระดับ,ปฐมนิเทศน์
P.M. ไป Namba (Amerika-mura,Big-Camera,Ebisubashi,Nipponbashi)
3 วันที่3/25 อ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ฟรีไทม์
4 วันที่3/26 พ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ไป kaiyuukan Tenpozan-Markrt Place
5 วันที่3/27 พฤ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ฟรีไทม์
6 วันที่3/28 ศ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่น(การใส่ชุดญี่ปุ่น)
7 วันที่3/29 ส. ทั้งวัน ไปUniversal Studio Japan (USJ)
8 วันที่3/30 อา. ทั้งวัน ฟรีไทม์
9 วันที่3/31 จ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ไปพิพิธพันฑ์ Instant Ramen
10 วันที่4/1 อ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ฟรีไทม์
11 วันที่4/2 พ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ปราสาทโอซาก้า
12 วันที่4/3 พฤ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3 ชั่วโมง)
      P.M. ฟรีไทม์
13 วันที่4/4 ศ. A.M. เรียนภาษาญี่ปุ่น (3ชั่วโมง)
      P.M. พิธีมอบใบประกาศนียบัตรและงานเลี้ยงส่ง
14 วันที่4/5 ส. A.M. เดินทางออกจากหอพัก ไปถึงสนามบินคันไซ
      P.M. เดินทางกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ



- คุณสมบัติ
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีเต็มขึ้นไป * สำหรับผู้สมัครที่มีอายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมของผู้ปกครองมาด้วย
- วิธีสมัคร
ติดต่อได้ที่ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท (jat) ทั้งสองสาขาค่ะ
-สาขาพระรามเก้า 02-2452270, 02-2474343
-สาขาปิ่นเกล้า 02-8846071-2

- การขอวีซ่า
ผู้ที่ต้องการขอยื่นวีซ่า "พำนักระยะสั้น" กรุณาดำเนินการยื่นเรื่องขอวีซ่าด้วยตัวเองทางโรงเรียนจะไม่รับเป็นผู้รับรองประจำตัวและจัดทำหนังสือเชิญให้แก่นักเรียน
- ที่พัก
สำหรับโอซาก้า ที่ Ehle Yusokaikan (หอพักทางสถาบัน Ehle)
สำหรับโตเกียว ที่พักใกล้ๆ โรงเรียนสอนภาษา Ehle
* กรณีที่พัก Ehle Yusokaikan เต็ม ทางโรงเรียนจะแนะนำที่พักใกล้ๆโรงเรียนให้ในกรณีนี้อุปกรณ์และรายละเอียดของหอพักอาจแตกต่างกัน
- ใบประกาศนียบัตร
ทางโรงเรียนจะออกใบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนที่มีจำนวนเวลาเรียนมากกว่า 80 % และมีผลการเรียนมากกว่า 70 %

-ระยะเวลา
เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 23 มี.ค. 2551-เสาร์ที่ 5 เม.ย. 2551
ค่าใช้จ่ายเพียง 63,000-64,000 บาท ( รวมค่าเรียน, ค่าที่พัก , ค่าตำรา , ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ , ค่าทำวีซ่า )
- เที่ยวบิน
เที่ยวบิน : นักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางโดยสารการบิน TG or JL ตามรายละเอียด
เครื่องบิน TG
ไป 22 มี.ค. 51 (เสาร์) TG 622 (5 h.10m.) BKK 23:00 --> KIX 6:10 (23 มี.ค. 51)
TG 672 (5 h.59m.) BKK 23:59 --> KIX 7:10 (23 มี.ค. 51)
กลับ 5 เม.ย.51 (เสาร์) TG 623 (6 h.30m.) KIX 11:10 --> BKK 15:40
เครื่องบิน JL
ไป 22 มี.ค. 51 (เสาร์) JL 728 (5 h.10m.) BKK 23:55 --> KIX 7:05 (23 มี.ค. 51)
กลับ 5 เม.ย.51 (เสาร์) JL 767 (5 h.55m.) KIX 18:40 --> BKK 22:35

- ขั้นตอนการสมัคร
1. กรอกใบสมัคร (ขอรับใบสมัครได้ที่ jat )
2. ยื่นเรื่องขอทำ VISA จะต้องเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้
- หนังสือเดินทาง (สำหรับคนที่มีอยู่แล้ว) (ตัวจริง1ชุด)
- ใบคำร้องขอวีซ่า (ขอได้ที่ jat) (ตัวจริง1ชุด)
- รูปถ่าย 2*2 นิ้ว (ตัวจริง1ชุด)
- ทะเบียนบ้าน (ตัวจริง1ชุด, สำเนา1ชุด)
- สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (ตัวจริง1ชุด, สำเนา1ชุด)
- ใบเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล (ถ้ามี) (ตัวจริง1ชุด, สำเนา1ชุด)
3. ชำระค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง ที่ jat

*ปิดรับสมัคร : วันที่7 มีนาคม 2551

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์ทั้งสองสาขาเลยค่ะ
-สาขาพระรามเก้า 02-2452270, 02-2474343
-สาขาปิ่นเกล้า 02-8846071-2
เป็นการทำนิสัย ความรัก ฯลฯ ของ Japanese เรียกว่า อุซะอุซะ โดยดูจากการรับส่งข้อมูลของแต่ละคน อาจะไม่ตรงบ้างตรงบ้าง ก้ลองอ่านดูละกันเน้อ

สมองมี 2 ฝั่ง ช่ายม๊า

ผั่งขวา: จินตนาการ , ความรู้สึก, Instinct(อยู่ดีๆ ก้พิมพ์ไทยบางตัวไม่ได้ซะงั้น ขออภัยที่ต้องพิมพ์อังกิตคับ) ถนัดการใช้จินตนาการ เก่งเรื่องศิลปะและคิดค้นมักทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว ว่ากันว่าฝั่งขวาเปนตัว ควบคุม Instinct
ผั่งซ้าย: การคำนวณ, วิเคราะห์, เหตุผลถนัดด้านภาษาและคำนวณ คิดอะไรเปนเหตุเปนผลอิงกะวิทยาศาสตร์ คิดไรเปนขั้นเปนตอน จัดการทุกเรื่องอย่างรอบคอบและใช้เหตุผลก่อน

แล้วเราจะรู้ว่าเราเปนแบบไหนได้อย่างไร ก้เริ่มที่


Step 1 ประสานมือ: ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลจากภายนอกว่าใช้สมองส่วนไหนรับ (เปนการวาดมือที่อุบาทยิ่ง...= = “)



คนที่ใช้นิ้วโป้งขวาอยู่ด้านล่างคือ “อุ” เปนคนที่ใช้
สมองฝั่งขวาเปนหลักในการรับรู้ข้อมูล

คนที่ใช้นิ้วโป้งซ้ายอยู่ด้านล่างคือ “ซะ” ใช้สมอง
ด้านซ้ายรับข้อมูล

Step 2 กอดอก: เพื่อจะได้รู้ว่าเราส่งข้อมูลที่มีอยุออกไปด้วยสมองวีกไหน



คนที่แขนขวาอยู่ด้านล่างคือ “อุ” เป็นคนที่ใช้สมอง
ด้านขวาเป็นหลักในการส่งข้อมูล
คนที่แขนซ้ายอยู่ด้านล่างคือ “ซะ” เป็นคนที่ใช้
สมองด้านซ้ายเป้นหลักในการส่งข้อมูล

ถ้า Step1และ Step2เป็น “อุ” เป็น “อุอุ”



สาวอุอุ: เป้นนักผจภัย อยากทำไปหมดทุกเรื่องแต่ก็มีเลินเล่อบ้างเป็นสาวที่ดูโดดเด่นที่สุด ทำอะไรตามที่ใจตัวเองคิดอย่างมั่นใจ เป็นคนมีสไตล์เปนของตัวเอง มักจะเปนที่สนใจและชื่นชอบของคนรอบข้าง แต่ก็ยังมีจิตสำนึกของความเปน feminineอยู่ ดังนั้นจึงไม่ควรแสดงตัวตนออกไปตั้งแต่ตอนเจอกันครั้งแรก

ข้อดี : ทั้งความตั้งใจและความชอบAdventure นั้นมีเต็มเปี่ยม ถึงจะเผลอใจไปในทางที่ไม่ดี แต่ก็มีสติสามารถกลับตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ข้อเสีย : ถึงจะมีความมั่นใจสูง แต่ถ้าโดนกระทบแรงๆก็มีมุมที่อ่อนแอกะเขาเหมือนกัน เป้นพวกที่พอทำอะไรแล้วร้สึกผิดแต่ก็จะกลับไปทำอีกอยุ่เสมอ

คำแนะนำ : ลดความหลงตัวเองและความมั่นใจลงนิสนึง ลองฟังเสียงคนรอบข้างมั่งจิ



หนุ่มอุอุ: เมื่อตัดสินใจแล้วก็มุ่งมั่น หนุ่ม
มองโลกในแง่บวก“หนุ่มอุอุ” ผู้มองโลกในแง่บวก ซื่อตรงและไร้เดียงสา ดุเหมือนจะเป็นคนไม่มีลับลมคมใน ด้านความรักมักจะตกหลุมรักทันที แล้วก้คิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ว่าสาวก้ต้องชอบตัวเองแม่ๆ และถ้าไฟรักโหมกระพือแล้วล่ะก็จะขนร้อยแปดพันวิธีเพื่อทำให้ชนะใจให้ได้ ! แต่มักจะหลงใหลตัวเองที่กำลังมีความรักอย่างรุนแรงมากกว่าที่จะอยากให้ฝ่ายตรงข้ามหันมาสนใจ ไม่ค่อยอยากนอกใจโกหกก็ไม่เก่ง แถมอกหักแล้วฟื้อตัวได้เร็วอีกตะหาก ! เป็นประเภทที่เข้าใจง่ายจิง ๆ

ถ้าStep1เป็น”อุ” Step2เป็น “ซะ” เธอคือ “อุซะ”



สาวอุซะ: เป็นกุลสตรีอ่อนโยน อ่อนไหว
สมเป็น woman เป็นสาวอารมณ์อ่อนไหว เดาใจความรู้สึกฝ่านตรงข้ามด้วย instinct และสามารถเข้าถึงคนอื่นได้อย่างเนียนๆ แบบเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่ไม่ชอบอยงู่เบื้องหน้า แต่
เป็นพวกที่เดินตามหลังคนอื่นและคอยช่วยเหลือ ปกติแล้วเป็นนักฟังที่ดี แต่กับคนที่สามารถเข้าถึงใจคุณได้ก็จะทำตัวเป็นเด็กขี้อ้อนในบางที

ข้อดี : ถ้าถูกไหว้วานให้ทำอะไรจะไม่กล้าปฏิเสธ เป็นคนจริงใจและความรับผิดชอบสูงถ้าแม้ต้องลำบากแต่ก็เลือกจะดูแลช่วยคนอื่น

ข้อเสีย : อ่อนไหวต่อคำอย่าง “ทำดีแล้วน่ะ” ไม่ก็ “ขอบคุณ” เมื่อปักใจเชื่อใครก็จะไม่สงสัย
อะไรเลย ดังนั้นถ้าถูกหักหลังจะเจ็บนานหน่อย

คำแนะนำ : ระวังถ้าถูกล้อเล่นกะความรู้สึก+แสดง ค.คิดเห็นตัวเองบ้าง



หนุ่มอุซะ: หนุ่มโรแมนติกที่ถือเรื่องรักเป็นเรื่องสำคัญ ภายนอกดูเท่และเหมือนไม่ค่อยคิดถึงจิตใจคนอื่น แต่จริงๆแล้วเป็นคนอารมณ์บอบบางอ่อนไหว และเป็นพี่ชายที่ชอบดูแลคนอื่น ถึงจะทำเป้นเก็ก แต่จริงๆ
แล้วมีจิตใจใสสะอาดนะ เขาเป็นคนที่อยากได้รับความรักและอยากเป็นที่สนใจมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว เมื่อคบกันไปแล้ว คุณจะได้พบรสชาติความรักที่เข้มข้น แต่ในขณะเดียวกันก็มักจะเรียกร้องจากอีกฝ่ายมากเกินไป จนเกิดหึงหวงกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ ได้เป็นคนที่รักใครรักจริง ดังนั้นถึงจะเลิกกันไปแล้วก็มักคงเหลือเยื่อใยกันอยู่

ถ้าStep1เป็น”ซะ” Step2เป็น “อุ” เธอคือ => “ซะอุ”



“สาวซะอุ”: พี่สาวที่ชอบดูแลคนอื่น อ่านสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีเยี่ยมเป็นคนที่มีทั้งส่วนนิ่งเงียบสามารถวิเคราะห์บรรยากาศในตอนนั้นได้ และส่วนที่อบอุ่นสามารถดูแลเข้าถึงจิตใจผู้อื่น ส่วนที่นิ่งเงียบ บางทีออกจะห้าวๆนั้น ทำให้ใครๆ ก็มองว่าเป็นพี่สาวและมีแต่คนเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว แถมยังวิเคราะห์สถานการณ์
ต่างๆได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ทำให้สามารถเลือกอะไรดีๆให้ตัวเองได้เสมอ

ข้อดี : เข้ากับคนง่าย ไปงานไหนก็เข้ากับเขาได้หมด สามารถสร้างบรรยากาศให้สนุกได้ ดังนั้นจึงมักจะเป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างอยู่เสมอ

ข้อเสีย : มักจะดูแลคนอื่นจนเกินความจำเป็นบางทีอาจจะเป็นการก้าวก่ายคนอื่นเกินไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

คำแนะนำ : ระวังจะโดนนอยเพราะดูแลมากไป+อย่าไปคิดเล้กคิดน้อยกับคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น จะทำให้หงุดหงิดเปล่าๆ



“หนุ่มซะอุ”: (วันนี้วาดไม่ได้เรื่องจิงๆ แหะตั้งแต่ภาพมะกี้ล่ะ ขออภัย) ถ้าคิดว่ามีโอกาสบ้าง ก็จะกลายเป็นฝ่ายรุกเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ละเลือกคบคนที่ดูเป็น adult (ขออภัย “ย หยิง”พิมพ์ไม่ติดอ่ะ) โดยจะ
วางระยะห่างไว้พอประมาณ มักจะสนใจว่าสามารถรักกับคนนี้ได้ไม” คนนี้จะหันมาชอบ
เรามั้ย” มากกว่าที่จะดูว่าตัวเองชอบคนนี้จริงๆรึเปล่า เพราะว่าจะเข้าหาเฉพาะคนที่ดูน่าจะคบด้วยได้ ดังนั้นจึงจะมีคุณหนูไฮโซเข้าใกล้ แต่ก็มักจะไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าสาวคนนั้นเข้ามาติดกับเขาแล้วล่ะก็ เขาจะให้คำพูดหวานๆหยดเพื่อจีบ (โอ้ยตายๆแต่ละคำที่ใช้...= = ” แปลซะ..อิ๊ว) โดยพื้นฐานเป็นคนไม่ชอบการต่อสู้ ดังนั้นเหาะสำหรับคนที่อยากมีความรักยาวนานแบบเรียบๆ

ถ้าStep1 และ Step2 เป็น “ซะ” => “ซะซะ”



“สาวซะซะ”: คุณคือหัวหน้าผู้ชาญฉลาดที่ไม่ประมาททุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะหาทางออกด้วยวิชาการมีลักษณะคล้ายผู้ชาย ทั้งความเย่อหยิ่งสูงและซื่อตรงนั้นถ้าป็นพวกเดียวกันล่ะก็เชื่อถือได้แน่แต่ถ้าเป็รศัตรูละก็จะตามรังควานน่าดูเลยล่ะ กับคนที่เจอกันครั้งแรกอาจดูเข้าถึงได้ยาก มีความสามารถที่จะแสดงความน่ารักออกมาได้อย่างดี

ข้อดี : มีสมองปราดเปรื่อง ดังนั้นเมื่อคนเห็นคุณกำลังคุยเรื่องที่เป็นวิชาการก็จะทึ่งและนับถือ
ชอบอะไรที่เนี้ยบ ไร้ที่ติ

ข้อเสีย : เพราะเป็นคนจิงจังไม่ถนัดการปั้นหัวเราะ อาจปล่อยออร่าตึงเครียดออกมาได้ บางทีอาจเย็นชาใส่คนที่ตามเรื่องที่คุณพูดไม่ทัน

คำแนะนำ : เพราะชอบสั่งสอนเทศน์คนอื่นถ้าแสดงออกมากไปจะโดนรำคานได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะใช้หลักการเป็นหลัก ลองปล่อยวางทำตัวสบายๆ บ้างก็ดีนะ



“หนุ่มซะซะ”: หนุ่มมีสามัญสำนึกชอบไล่ตามจินตนาการที่วาด เป็นคนมีสามัญสำนึกและจิตใจที่มั่นคง คังนั้นจึงค่อยๆคบไปทีละก้าว เป็นประเภทที่ชอบอ่านหนังสือแนะนำด้านความรัก โดยทั่วไปแล้วไม่เชี่ยวชานเรื่องความรักเท่าไหร่ กว่าเครื่องจะร้อนก็ต้องใช้เวลา ถึงจะเป็นแค่รักข้างเดียวก็ตาม ถ้าปักใจชอบใครแล้วจะมั่นคงรักเดียวเท่านั้น! แต่อีกด้าน เขาวาดภาพผู้หญิงในอุดมคติไว้ซะดิบดี ดังนั้นถ้าความรักไม่เป็นไปตามที่คิดละก็ อาจคิดมากจนเครียดได้ หนุ่มประเภทนี้มักจะวิ่งหนีผู้หญิงธรรมดาบ้านๆทั่วไป
เหตุผลที่เรียนภาษาญี่ปุ่น
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่สำคัญมากๆในปัจจุบัน ตอนแรกคิดว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วสับสนกับภาษาจีนที่เคยเรียนมา แต่พอมาเรียนรู้สึกว่ามันไม่ได้มีผลกับภาษาจีนเลย

เหตุผลที่เรียนที่ JAT
ก่อนมาเรียนที่ JAT เคยไปเรียนที่อื่นมา ตอนแรกก็อยากได้ครูคนไทย เพราะจะได้เรียนรู้เรื่อง แต่ที่นี่มีแต่ครูญี่ปุ่น มาสมัครวันแรกพอได้ยินว่าเป็นคนญี่ปุ่นสอน ก็กลัว ไม่ค่อยกล้าเรียน แต่พอเรียนแล้วกลับรู้สึกว่าเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่าครูคนไทยสอนอีก เราได้เรียนทั้งภาษา การพูดออกสำเนียงที่ถูกต้อง แล้วยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นจริงๆ

ประวัติการศึกษา
ปัจจุบันเรียนอยู่ คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ (รามคำแหง ปี3) , คณะบริหารธุรกิจ (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ)

ตำแหน่งต่างๆ ที่ได้รับ
-หนึ่งในสาวคลีโอ 2006 ตำแหน่ง Ettusais dazzling star ((ตำแหน่งสาวหน้าสวย))
-นางนพมาศศูนย์ศิลปาชีพบางไทร 2006
-1 ใน 12 คนสุดท้าย Miss Thailand Universe 2007

ผลงานอื่นๆ
-งานถ่ายภาพนิ่ง :บริษัท Kingpower
-มิวสิควิดีโอ MV :นอนไม่หลับ(ถ้าไม่กลับพร้อมเธอ)ของ เมย์, อดห่วงไม่ไหน ของ บี้, งานคาราโอเกะต่างๆ
-megazine : คลีโอ, Volume
บริการจำหน่ายชุดยูกะตะ(Yukata) และกิโมโน (Kimono) ครบชุดของแท้ ราคาจะถูกกว่าขายที่ญี่ปุ่นมากกว่า 50% เริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท จนถึง 3,500 บาท (ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้า, ลวดลายของผ้า ที่นำมาเป็นวัตถุดิบ) ซึ่งทางโรงเรียนนำเข้าจากร้านขายกิโมโนชื่อดัง "ทาดะกิโมโน" (Tada-Kimono) ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ทางสามารถเลือกชมสินค้าเหล่านี้ได้ที่สาขาพระรามเก้า หรือโทรศัพท์ติดต่อพนักงานได้ที่ 02-2452270, 02-2474343 (ช่วง วัน-เวลาทำการของโรงเรียนค่ะ)



(ท่านสามารถเยี่ยมชมร้านขายกิโมโนชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นได้ที่
เวปไซด์"ทาดะ-กิโมโน" คลิ้กที่นี่ค่ะ>>>

-แผนที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท(jat) สาขาพระรามเก้า

-แผนที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท(jat) สาขาปิ่นเกล้า
คำว่า "Origami" มาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งเป็นคำผสมจากคำว่า "Ori" แปลว่า "พับ" และคำว่า "Kami" แปลว่า "กระดาษ" เมื่อเวลาผสมกันแล้ว คำศัพท์มันก็จะเพื้ยนไปเป็น "Origami"
เมื่อก่อนศตวรรษที่ 20 วิธีการและรูปแบบการพับกระดาษเป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากนั้น การพับกระดาษก็ได้พัฒนา เปลี่ยนแปลงไปจนมากกว่าแค่การพับกระดาษ

วัตถุดิบที่ใช้ทำการพับกระดาษ
สิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพับกระดาษก็คือกระดาษนั้นเอง ซึ่งกระดาษถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีน ในช่วง 250 ก่อนคริตศักราช(ค.ศ.) จากนั้นญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกระดาษ สี หมึก จากประเทศจีนและสามารถผลิตได้เองในปี 610 A.D. ในที่สุด

วิวัฒนการของโอริกามิ
ญี่ปุ่นได้รับความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกสิกรรม ด้านศาสนา ด้านจิตวิทยา ด้านเวชภัณฑ์ และด้านวิทยาศาสตร์ จากประเทศจีนผ่านทางเกาหลี เนื่องด้วยญี่ปุ่นมีขนาดที่เล็กทำให้ความรู้ต่างๆ ถูกกระจายออกไปได้เร็วกว่า

รูปแบบของโอริกามิของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1200 รูปแบบของการพับกระดาษจะแสดงถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ในสังคม กระดาษในสมัยนี้ไม่แพงอีกต่อไป ใครๆก็สามารถทำกันได้ทุกคน จนเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้มีหลักสูตรการพับกระดาษขึ้นแก่เด็กๆในโรงเรียน

ในช่วงค.ศ.1603-1867 - 2 รูปแบบคือ กบและนก เป็นรูปแบบการพับกระดาษที่เก่าแก่ที่สุด (อ้างอิงจาก Senbazuru Orikata ( 1000 Cranes Origami or Folding of 1000 Cranes), 1797 and Kan No Mado (Window on Midwinter)

การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก
ช่วงปลายทศวรรษที่ 19 มีการจัดสัมมนาหัวข้อเรื่อง "ORIGAMI" ที่กรุงปารีส จึงได้เกิดการผสมผสานวิธีการพับกระดาษของทางฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก โดยตัวแทนทางฝั่งตะวันตกได้แก่ "Ligia Montoya" และ "Adolfo Cerceda" ส่วนทางฝั่งตะวันออกมี "Isao Honda" และ "Akira Yoshizawa" โดยทั่งสองฝ่ายได้มีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง ซึ่งได้สรุปความแตกต่างกันระหว่างแบบตะวันตกกับตะวันออกก็คือ ทางฝั่งตะวันตกจะสื่อว่า Origami เป็นรูปแบบการพับกระดาษแบบเรียบง่าย และต้องมาจากกระดาษสี่เหลี่ยมขาวๆ 1 แผ่น ส่วนทางฝั่งตะวันออกจะบอกว่า Origami เป็นรูปแบบการพับกระดาษที่สวยงาม มีสีสันหลากหลาย ยิ่งโดดเด่น ยิ่งสวย

Akira Yoshizawa เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในศิลปะการพับกระดาษ เขาได้พัฒนารูปแบบใหม่ๆของการพับกระดาษมากกว่า 50,000 ชิ้นงาน เพื่อให้เป็นรูปแบบที่แน่นอนและถูกต้อง เขาได้ทำหนังสือรวบรวมงานของเขา(ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 2,000 ปี) ถึงจะเสร็จ

ต่อมา Origami ได้ถูกใช้เป็นสื่อการสอนด้านการศึกษาคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเรขาคณิตต่างๆ Robert Harbin ได้นำการพับกระดาษโลกตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการแสดงมายากลของเขา เขาได้รวบรวมงานทั้งหมดและตีพิมพ์ลงในหนังสือที่ชื่อ "Paper Margin" จากนั้นรูปแบบการดีไซน์หลายๆอันก็ได้ปรากฎในหนังสือหลายๆเล่ม

ปัจจุบัน Origami รูปแบบต่างๆได้มีให้เห็นบ่อยๆตามหนังสือ นิตยสาร กระดาษห่อ หรือแม้กระทั่งการ์ดอวยพรในงานต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว Origami จะต้องไม่มีการใช้กาว, การฉีก, การตัด, การตกแต่งอื่นๆนอกจากกระดาษ 1 แผ่นเท่านั้น และกระดาษนั้นต้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างสมบูรณ์(Perfect)

ใครยังไม่มี Adobe Acrobat Reader
ต้อง downlaod ก่อนนะค่ะ ที่นี่ >>

"บทความที่เกี่ยวข้องกัน"
-พบกับภาพการเรียนพับกระดาษ (Origami) ของนักรอ้งค่ายดัง Grammy ซิต้า ซาไลย์ ที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท (JAT) โดย อ.ยูมิ!!
-บทความสัมภาษณ์ อ.ทาคาโกะ ของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท(JAT) โดยลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา!!

History of ORIGAMI

There is more to origami than these simple models would lead us to believe. Origami comes from the Japanese words for folding, ori , and the Japanese word for paper, kami . When combined, kami becomes gami and the word is origami. It shares the same origin but has taken two distinct avenues of development since its creation. There is more to origami today than just paper-folding. Origami has a long history in the east and west and a sophistication which is more artistic than a mere craft. The following is the story of the east and west in origami.

The Basic Materials

Before one can discuss the art of origami itself, we must look at the material used in creating the art. Paper is the material used in origami and paper was invented in China. In 250 B.C., the Chinese savant M^ng T''ien invented the camel hair brush. It revolutionized the writing of Chinese characters. But Chinese characters were being printed on cloth and the cost of making cloth to write upon was expensive. An alternate material was needed to write upon which was more practical. A Chinese eunuch by the name of Ts''ai Lun invented a material by which we call paper today to replace cloth as a writing surface. His invention didn''t arrive until 105 A.D. This paper was "a thin, felted material formed on flat, porous moulds from macerated vegetable fiber" and unlike the papers used in other parts of the world. As examples, some of those other papers were made by peeling bark off in thin sheets and allowed to dry or in the case of papyrus, the plants were separated into fibers and matted together into sheets.

The late 19th century brought east and west together during a conference in Paris. This conference however gave rise to pioneers in the art of origami. From the west, we have Ligia Montoya and Adolfo Cerceda. From the east, there is Isao Honda and Akira Yoshizawa. A second meeting took place in Argentina. A third and simultaneous meeting took place in New York City. It was led by Lillian Openheimer who created the Origami Center in New York City for the United States.

Origami, by the late 19th century, became more of a recreational activity or children''s diversion and most of the eastern symbolism was taken over by western influence. Western considerations include the "Creation out of nothing" according to Vicente Palacios. Origami is the measure of the simplest practicality with most models being made from a white square piece of paper, a departure from the flatness of the paper. The eastern tradition was based in the application of colour and fantasy, the bolder the better.

Akira Yoshizawa in the 1930''s brought about a major revolution in the art of origami. He developed new forms from surviving traditional models, his dedication to origami has reestablished it as a creative art form, personally created over 50,000 works and has placed an emphasis on sensitivity of form and accuracy in design. If he were to create a book per year to catalog all of his models, it would take over 2000 years to complete. These books would take so long to complete because he would have to record all the steps required to fold each of the models. He is also continuing to creating new models quite prodigiously but has slowed down to start the recording of the steps involved in making them.

Origami has been used as educational and scientific tools. Friedrich Froebel based his ''Froebel'' blocks on origami and Laszlo Moholy-Nagy of the Bauhaus used origamiin architectural designs. Origami appeals to the puzzle-solving branch of mathematics as wells as in the teaching of geometry. Robert Harbin brought the western world, specifically England and the United States, into greater appreciation of the art. He is a stage illusionist and collected and developed origami designs. He published a book titled Paper Magic in 1956. Since then, tens of thousands of designs have appeared from many artists in many books.

Origami is only now achieving western respect as a medium in art. It has provided a deeper awareness for eastern culture where paper arts are held in high esteem. Origami takes shape in pop-up books, greeting cards and traditional crafts. It generally adheres to strict rules of form. Most people generally prefer no cutting or tearing of the paper, no gluing or decorating, use a single piece of paper for each model and most of the paper is a perfect square. There is a wood-block print (see figure 5) made in 1819 by Katsuhika Hokusai titled "A Magician Turns Sheets of Paper Into Birds". The print represents the eastern philosophy and attitude towards origami as well as its consideration as art.
JAT Japanese Language School : โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท (JAT) :: มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | รายละเอียดคอร์สเรียน | ความสำเร็จของนักเรียน | ติดต่อเรา|

Copyright 2007 Jatschool.com. All rights reserved.


Warning: main(include/netstats.inc.php) [function.main]: failed to open stream: No such file or directory in /home/ball036/public_html/newsite/include/footer1.inc.php on line 8

Warning: main(include/netstats.inc.php) [function.main]: failed to open stream: No such file or directory in /home/ball036/public_html/newsite/include/footer1.inc.php on line 8

Warning: main(include/netstats.inc.php) [function.main]: failed to open stream: No such file or directory in /home/ball036/public_html/newsite/include/footer1.inc.php on line 8

Warning: main() [function.include]: Failed opening 'include/netstats.inc.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/ball036/public_html/newsite/include/footer1.inc.php on line 8

Copy right in 2001 by jatschool.com